วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

เครื่องดนตรีประเภทสี

เครื่องดนตรีประเภทสี

ซอสามสาย

     ซอสามสาย เป็นเครื่องดนตรีเก่าแก่ของไทย ในสมัยสุโขทัย เรียก ซอพุงตอ กะโหลกซอทำด้วยกะลามะพร้าวชนิดพิเศษ คือ มีกะลานูนเป็นกระพุ้งออกมา 3 ปุ่ม ขึงหนังแพะหรือหนังลูกวัวปิดปากกะลา ส่วนประกอบที่สำคัญ นอกจากหย่อง ซึ่งเป็นไม้สำหรับหนุนสายตรงหนังซอ ให้สายตุงออกมา ยังมีถ่วงหน้าตรงด้านซ้ายตอนบนซึ่งช่วยให้ซอมีความไพเราะ กังวาน ทั้งยังเป็นที่ประดับประดาอัญมณีเพื่อให้เกิดความสวยงาม ใช้บรรเลงผสมอยู่ในวงขับไม้ วงมโหรี และวงดนตรีประกอบชุดโบราณคดี

                                                 

ซอด้วง

     ซอด้วงมี 2 สาย กะโหลกซอเดิมทำจากกระบอกไม้ไผ่ ในปัจจุบันนิยมใช้ไม้เนื้อแข็งเจาะกลึง ขึ้นหน้ากะโหลกซอด้วยหนังงูเหลืม คันนทวนตอนบนปาดปลาย ลักษณะคล้ายโขนเรือ มีลูกบิด 2 อันสอดดันระหว่างสายซอทั้งสองเส้น เนื่องจากรูปร่างลักษณะซอคล้ายด้วงดักสัตว์ จึงเรียกว่า "ซอด้วง" ใช้ประสมในวงเครื่องสายและวงมโหรี ทำหน้าที่เป็นเครื่องนำวงในวงเครื่องสาย

                                                         

ซออู้

    ซออู้มี 2 สาย กะโหลกทำด้วยกะลามะพร้าวปาดข้าง และแกะสลักลวดลาย เพื่อเปิดให้มีช่องเสียง หุ้มหนังซอด้วยหนังแพะหรือหนังลูกวัว คันทวนตั้งตรง ลักษณะเด่นของซออู้ คือ เสียงที่ทุ้มต่ำกังวาน ดำเนินการบรรเลงให้มีท่วงทำนองอ่อนหวานเศร้าโศกได้ดี ประสมอยู่ในวงเครื่องสาย วงมโหรี วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ วงปี่พาทย์ไม้นวม และวงดนตรีประกอบระบำชุดโบราณคดี


                                                        

สะล้อ

     เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของภาคเหนือ มี 2-3 สาย มีลักษณะคล้ายซออู้กับซอสามสายผสมกัน มีคันชักอยู่ด้านนอก ใช้บรรเลงเดี่ยวบ้าง บรรเลงผสมกับซึงบ้าง หรือบรรเลงผสมกับปี่ซอบ้าง เป็นต้น

                                                         










เครื่องดนตรีประเภทดีด

เครื่องดนตรีไทย

     เครื่องดนตรีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่บรรพบุรุษไทยได้สร้างสมไว้ สืบเนื่องต่อกันมาช้านาน เครื่องดนตรีแต่ละประเภทมีประวัติ ที่มา ลักษณะ รูปแบบการบรรเลง การประสมวง และการเรียกชื่อ ที่แตกต่างกันไป ดังจะได้กล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ 


การบัญญัติชื่อเครื่องดนตรีไทย

1.เรียกชื่อตามเสียงที่ได้ยิน เช่น ฉิ่ง ฉาบ โกร่ง กรับ โหม่ง ระนาดทุ่ม เป็นต้น
2.เรียกชื่อตามรูปร่างลักษณะ เช่น ซอสามสาย จะเข้ สองหน้า กลองยาว ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก เป็นต้น
3.เรียกชื่อตามแบบแผนที่ใช้ประกอบการเล่น เช่น กลองชาตรี ฆ้องระเบง ปี่กาหลอ เป็นต้น
4.เรียกชื่อตามสำนวน (ส่วนใหญ่รับมาจากชาติอื่น) เช่น หลองมลายู กลองแขก กลองจีน ปี่ชวา ปี่มอญ


เครื่องดนตรีประเภทดีด

กระจับปี่

     กระจับปี่คือพิณชนิดหนึ่ง มี 4 สาย กระโหลกเป็นรูปรีแบน ทั้งด้านหน้า และด้านหลังทวนยาวเรียวโค้ง มีนมรับนิ้วสำหรับกดสาย 11 นม ไม้ดีดทำด้วยเขาหรือกระดูกสัตว์ กระจับปี่เป็นเครื่องดนตรีโบราณ

                                                             

พิณ

     พิณมี 2 ชนิด คือ พิณน้ำเต้า และ พิณเพียะ ลักษณะคล้ายกัน คือกระโหลกทำด้วยน้ำเต้า มีลูกบิดสายสำหรับเร่ง และตั้งเสียง พิณน้ำเต้ามีสายเดียว ส่วนพิณเพียะมี 4 สาย ใช้ดีดประสาน และคลอกับเสียงร้องของผู้เล่นเอง
 

ซึง

     ซึงมี 4 สาย เหมือนกระจับปี่ มีรูปร่างคล้ายพิณวงเดือนของจีน (จีนเรียก เยอะฉิน) ของไทยทางภาคเหหนือเรียก ซึง ส่วนภาคอีสาน เรียกพิณอีสาน เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือ ใช้ประสมวงกับปี่ซอ

                                                  

จะเข้

     เป็นเครื่องดีดที่มีเสียงกังวาน ไพเราะ สันนิษฐานว่า ปรับปรุงมาจากพิณ เพื่อให้นั่งดีดได้สะดวก ตัวจะเข้ทำด้วยไม้ขนุนท่อนเดียว มีเท้ารองตอนหัว 4 อัน ตอนปลายหางอีก 1 อัน มีสามสาย ไม้ดีดกลม ปลายแหลม ใช้ดีดไปบนสายที่พาดบนนม นมมี 11 อัน ประสมอยู่ในวงเครื่องสาย วงมโหรี

                                                   
                                           
                                                                                ที่มา http://www.2.udru.ac.th












วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

องค์ประกอบของดนตรีไทย

องค์ประกอบของดนตรีไทย


     1.เสียงของดนตรีไทย      

     ประกอบด้วยระดับเสียง 7 เสียง แต่ละเสียงมีช่วงห่างเท่ากันทุกเสียง  เสียงดนตรีไทย แต่ละเสียงเรียกชื่อแตกต่างกันไป ในดนตรีไทยเรียกระดับเสียงว่า "ทาง"

     2.จังหวะของดนตรีไทย

     จังหวะ มีความหมายถึง มาตราส่วนของระบบดนตรี ที่ดำเนินไปในช่วงของการบรรเลงเพลงอย่างสม่ำเสมอ เป็นตัวกำหนดให้ผู้บรรเลง จะต้องใช้เป็นหลักในการบรรเลงเพลง 
     จังหวะของดนตรีไทย จำแนกได้เป็น 3 ประเภทคือ
     1.จังหวะสามัญ หมายถึงจังหวะทั่วไปที่นักดนตรียึดเป็นหลักสำคัญ ในการบรรเลงและขับร้อง โดยในวงดนตรีจะมี 3 ระดับคือ
     - จังหวะช้า ใช้กับเพลงที่มีอัตราจังหวะ สามชั้น
     - จังหวะปานกลาง ใช้กับเพลงที่มีอัตราจังหวะ สองชั้น
     - จังหวะช้า ใช้กับเพลงที่มีอัตราจังหวะ ชั้นเดียว

     2.จังหวะฉิ่ง หมายถึง จังหวะที่ใช้ฉิ่งเป็นหลักในการตี โดยปกติจังหวะฉิ่งจะตี "ฉิ่ง...ฉับ" สลับกันไปตลอดทั้งเพลง แต่จะมีเพลงบางประเภทตีเฉพาะ "ฉิ่ง" ตลอดเพลง บางเพลงตี "ฉิ่ง ฉิ่ง ฉับ" ตลอดทั้งเพลง หรืออาจจะตีแบบอื่นๆ ก็ได้ จังหวะฉิ่งที่นักฟังเพลงจะใช้เป็นแนวในการพิจารณาว่า ช่วงใดเป็นอัตราจังหวะ สามชั้น สองชั้น หรือชั้นเดียวก็ได้ เพราะฉิ่งจะตีเพลงสามชั้น ให้มีช่วงห่างตามอัตราจังหวะของเพลง หรือตีเร็วกระชั้นจังหวะ ในเพลงชั้นเดียว

     3.ทำนองดนตรีไทย

     ทำนองดนตรีไทย คือ ลักษณะทำนองเพลง ที่มีเสียงสูงๆ ต่ำๆ สั้นๆ ยาวๆ สลับคละเคล้ากันไป ตามจินตนาการของคีตกวีที่ประพันธ์บทเพลง ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ เหมือนกันทุกชาติภาษา จะมีความแตกต่างกันตรง ลักษณะประจำชาติ ที่มีพื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรม ไม่เหมือนกัน
     1.ทำนองการร้อง เป็นทำนองที่ประดิษฐ์เอื้อนไปตามทำนองบรรเลงของเครื่องดนตรี และมีบทร้องซึ่งเป็นบทร้อยกรอง ทำนองทางร้องคลอเคล้าไปกับทำนองทางรับ หรือ ร้องอิสระได้ การร้องนี้ต้องถือทำนองเป็นสำคัญ 
     2.ทำนองการบรรเลง หรือ การรับ เป็นการบรรเลงของเครื่องดนตรีในวงดนตรี ซึ่งคีตกวีแต่งทำนองไว้สำหรับบรรเลง ทำนองหลักเรียกลูกฆ้อง "Basic Melody" เดิมนิยมแต่งจากลูกฆ้องของฆ้องวงใหญ่ และแปรทางเป็นทางของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ดนตรีไทยนิยมบรรเลงเพลง ในแต่ละท่อน 2 ครั้งซ้ำกัน ภายหลังได้มีการแต่งทำนองเพิ่ม ใช้บรรเลงในเที่ยวที่สอง แตกต่างไปจากเที่ยวแรก เรียกว่า "ทางเปลี่ยน"


     4.การประสานเสียง

     หมายถึง การทำเสียงดนตรีพร้อมกัน 2 เสียง พร้อมกันเป็นคู่ขนาน หรือ เลื่อมล้ำกันตามลีลาเพลงก็ได้ 
     1.การประสานเสียงในเครื่องดนตรีเดียวกัน เครื่องดนตรีบางชนิด สามารถบรรเลงสอดเสียง พร้อมกันได้ โดยเฉพาะทำเสียงขั้นคู่ (คู่2 คู่3 คู่4 คู่5 คู่6 และ คู่7)
     2.การประสานเสียงระหว่างเครื่องดนตรี คือ การบรรเลงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีต่างชนิดกัน สุ้มเสียงและความรู้สึกของเครื่องดนตรีเหล่านั้น ก็ออกมาไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะบรรเลงเหมือนกันก็ตาม
     3.การประสานเสียงโดยการทำทาง  การแปรทำนองหลักคือ ลูกฆ้อง "Basic Melody" ให้เป็นทำนองของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด เรียกว่า "การทำทาง" ทางของเครื่องดนตรี (ทำนอง) แต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ดังนั้นเมื่อบรรเลงเป็นวง เครื่องดนตรีต่างเครื่อง  ก็จะบรรเลงตามทางหรือทำนองของตน โดยถือทำนองหลักเป็นสำคัญของการบรรเลง

                                                                ที่มา http://www.2.udru.ac.th













ประวัติของดนตรีไทย

ดนตรีพื้นบ้านไทย

     การดำเนินชีวิตของคนไทยตลอดชีวิต ต้องมีดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ทั้งนี้เป็นไปตามความเชื่อ และ วัฒนธรรมหรือวิถีไทย ดนตรีจะมีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความสุข ความสนุกสนาน เพื่อให้คลายจากความกลัว ความกังวล  ความเหน็ดเหนื่อย หรือความทุกข์ทั้งหลาย 

     ดนตรีนับว่ามีคุณค่าต่อมนุษย์อย่างมากมาย ดนตรีมีบทบาทในชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย โดยเฉพาะคยนไทย ถ้าได้ยินเสียงดนตรีที่ไหนก็ตาม แสดงว่าที่แห่งนั้น จะต้องมีงาน มหรสพ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานกุศล งานฉลองต่างๆ หรืองานศพ เป็นต้น 

                                                                                         ที่มา http://www.nawin.org.a27.readyplanet.net


ประวัติของดนตรีไทย


     ในสมัยกรุงสุโขทัย ดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่น วรรณคดี "ไตรภูมิพระร่วง" กล่าวถึงเครื่องดรตรี ได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แฉ่ง(ฉาบ) บัณเฑาะว์ ซอ พิณ ปี่ไฉน ระฆัง กรับ และกังสดาล
     
     สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวงศ์ปี่พาทย์ ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้า เหมือนเช่นสมัยกรุงสุโทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป นับแต่นั้นวงี่พาทยื จึงประกอบไปด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ กล้องทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนามาจาก วงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก เพิ่มขลุ่ย และรำมะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระะจับปี่ ทับ(โทน) รำมะนา ขลุ่ย และกรับพวง

     ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มจากรัชกาลที่ 1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย ซอคู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันรอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้า พัฒนามาจากเปิงมางของมอญ พอในรัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงศ์ปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กคู่กับฆ้องวงใหญ่
 
     รัชกาลที่ 4 เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ พร้อมการประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก รัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงคิดค้นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์  ในรัชกาลที่ 6 นำวงดนตรีของมอญเข้าผสม เรียกวงปี่พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีการนำอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก และนำเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งเศส มาผสมเป็นวงเครื่องสายผสม ฯลฯ
                                                                                                                     ที่มา http://www.learners.in.th